บัตรพลี...บัตร แปลว่าใบ หมายถึงใบตองกล้วยตานี แล้วนำมาเป็นกระทงสำหรับใส่อาหารคาว หวาน ที่จะกระทำการพลีแด่เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
พลี แปลว่า การให้ การเซ่น ถวาย เสียสละเพื่อการบูชา
บัตร พลีหมายถึงการถวายของเครื่องดเซ่นไหว้โดยภาชนะที่ทำด้วยใบตองเป็นกระทงใช้ สำหรับพิธีกรรมชั่วคราวหรือเคลื่อนที่และใส่ข้าว กับข้าว กุ้งพล่า ปลายำ หมากพลู บุหรี่ เหรียญเงิน-ทองโดยนำก้านกล้วยมาทำเป็นเครื่องหิ้วเล็ก ลักษณะคล้ายกระโจมยอดแหลมและพื้นทำด้วยหยวกกล้วย เพื่อนำกระทงใบตองมาวาง
บัตรพลีจะมี 4 ลักษณะคือ
1.บัตร พลีเทวดามีชั้น 9 ชั้น ลักษณะเป็นสามเหลี่ยมและใส่กระทง 9 กระทงส่วนมากจะเป็นอาหารคาวหวานมักไม่ค่อยใส่กุ้งพล่าปลายำ ยกเว้นพลีเทวดาชั้นล่าง ๆ การทำบัตรพลีเทวดาเป็นการพลีแบบง่าย ๆเป็นการทำเฉพาะหน้าหรือทำอย่างกระทันหันเพื่อให้เทวดาประทานความสมหวังจึง จัดเครื่องสังเวยถวายอีกที่หนึ่ง
2.บัตรพลีเทพนพเคราะห์ หรือบัตรพลีเพื่อสะเดาะเคราะห์ บูชาดาวประจำวันหรือพระเคราะห์นั้น ๆทำเหมือนข้อ 1 เพียงแต่มีชั้น 7 ชั้น มักจะเน้นกุ้งพล่าปลายำ และของอื่น ๆทุกอย่างข้างต้น แต่ที่แปลกกว่าคือกระทงมักจะมีตามกำลังของเทพประจำดวงดาวเช่น พระอาทิตย์มีกำลังดาว 6 ก็จะมีกระทง 6 ใบ พระจันทร์มีกำลัง 15ก็ใส่กระทง 15 ใบ เป็นต้นสำหรับบัตรพลีพระเคราะห์จะมีธงสีประจำพระเคราะห์นั้น อำนวยตามกำลังวันด้วย
3.บัตรพลีเจ้ากรุงพาลี มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคางหมู มี 5 ชั้นทำด้วยหยวกกล้วยเช่นกัน มีกระทงใส่เครื่องเซ่น 10 กระทงเพราะเจ้ากรุงพาลีมีโอรส 9 องค์ รวมกันเป็น 10 กระทงพอดี
4.บัตรพลีทั่วไปมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมมี 3 ชั้น มักใช้บูชาเจ้าที่เจ้าทาง ผีทางสามแพร่งรุกขเทวานางไม้ต่าง ๆ มักใส่ข้าวของไม่จำกัดแล้วแต่พิธี เช่น บัตรพลีเพื่อให้หายป่วยไข้ นอกจาก ข้าว,กับข้าว,กุ้งพล่า ปลายำ หมากพลู บุหรี่เงิน น้ำ เหล้า ตุ๊กตาดินเหนียว (ตุ๊กตกตาเสียกะบาล) เป็นต้น
ตุ๊กตาดินเหนียวเป็นเครื่องใช้แทนตัวแล้ว ยกขึ้นทูลหัว (กบาล)ให้แก่ผีสางนางไม้ที่ต้องการบริวารโดยวางไว้ทางสามแพร่งหรือต้นไม้ ใหญ่ที่โคน ผีสางนางไม้ กระทำให้เจ็บป่วยไข้
ศาลเพียงตาหรือศาลเกยแตกต่างกันหรือเหมือนกัน
อัน การกระทำพิธีชั่วคราวหรือเคลื่อนที่จะขาดเสียมิได้คือศาลเพียงตาหรือเกยนี้ ซึ่งเราอาจจะนึกว่าศาลเพียงตาและศาลเกยนี้คือแบบเดียวกันแต่ความจริงศาลทั้ง 2 มีลักษณะคล้ายกันแต่ประโยชน์ต่างกันคือ
ศาลเพียงตาคือที่สถิตชั่วคราว ของพิธีกรรมการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ท่านมาประทับอยู่บนศาลเพียงตานั้น โดยลักษณะมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตรุรัสชั้นเดียวมักทำด้วยไม้ไผ่ และตั้งเครื่องแทนตัว เทวดาองค์นั้น ๆ ไว้แล้วทำพิธีกรรมต่าง ๆ หน้าศาลเพียงตา โดยจะมี ”เครื่องครู” ตั้งถวายอยู่บนศาลและเมื่อเสร็จพิธีสิ่งศักดิ์ก็คงยังสถิตอยู่บนศาลเพียงตา นั้นจนกว่าจะสร้างศาลจริงเสร็จ
ศาลเกยคือที่ที่เทวดาเสด็จผ่านลงมาโดย เป็นท่าลงจากราชพาหนะของแต่ละองค์แล้วเสด็จผ่านเข้าสู่ประรำพิธีอีกทีหนึ่ง ลักษณะมักจะทำเหมือนชั้นบันได 3 ชั้น อยู่ระดับเพียงตาเช่นกันอาจทำด้วยไม้หรือเหล็กเมื่อเสร็จพิธีเทวดาจะเสด็จ ขึ้นศาลเกยประทับบนราชพาหนะกลับวิมานศาลเกยจึงรื้อถอนไปใช้ในงานต่อไปได้แต่ ศาลเกยมักไม่ค่อยมีรูปหรือตัวแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งไว้มักมีเพียงหมอนอิง บายศรี และเครื่องครู ผลไม้เท่านั้นเพื่อเป็นการแสดงการต้อนรับเข้าสู่บริเวณพิธีอีกทีหนึ่ง
ทั้ง ศาลเกยและศาลเพียงตามักมีลักษณะการใช้งานไม่เหมือนกันแต่ลักษณะคล้ายกันจึง จำเป็นต้องสังเกตดูว่าพิธีกรรมนั้นจัดหน้าศาลเพียงตาเพียงอย่างเดียวหรือ ต้องตั้งศาลเกยเพื่อเป็นประตูเข้าสู่ประรำพิธีอีกทีหนึ่ง
สำหรับการจัด ศาลด้านบนและมีบายศรีพรหม บายศรีเทพ บายศรีบัลลังก์ บายศรีปากชามตั้งอยู่บนศาลเกยส่วนบายศรีสำหรับศาลเพียงตาจะมีเพียงบายศรีปาก ชามและเครื่องสังเวยหรือเป็นชั้นล่างของศาลเกยตั้งเครื่องสังเวยก็มี
ราชวัตร ฉัตรธง
-ราช วัตรเป็นสิ่งของที่ทำจากไม้ขัดกัน เพื่อเป็นการกั้นอาณาเขต ปริมณฑลพิธีทั้ง 4มุม ตรงกัน และต้องทาสีขาวตกแต่งแล้วแต่สวยงามราชวัตรยังเป็นที่ตั้งของฉัตร 5 ชั้น 9 ชั้น และ 3 ชั้น อีกด้วยโดยในพิธีของผู้คนธรรมดาทั่วไป ฉัตรตรงกลางราชวัตรคือ 5 ชั้น มุมราชวัตร 2ด้านเป็น 3 ชั้น แต่ถ้าพระราชพิธีขององค์พระมหากษัตริย์ ฉัตรตรงกลางจะเป็น9 ชั้น 7 ชั้น ตามลำดับ เชื้อพระวงศ์ และด้านข้างก็จะเป็น 5 ขั้น 2ด้านจนถึงแค่ 3 ชั้น นอกจากราชวัตรจะไวปักฉัตรแล้วยังต้องมีต้นกล้วยต้นอ้อยอยู่ทั้ง 4 ด้านของประรำหรือไว้รวมกับฉัตรสูงส่วนฉัตรนั้นมีทั้งสีขาวขลิบด้วยสีเงิน 6 ต้น สีทอง 6 ต้นทั้ง เล็กและใหญ่บางแห่งเป็นฉัตรเงินฉัตรทองและก็มีเพื่อความสะดวก
-ธงมัก ประดับอยู่โดยรอบประรำพิธีราชวัตรนั้นบางแห่งอาจนำสายสิญจน์มาพันโดยรอบประ รำพิธี 3 รอบ 5 รอบ 9 รอบแล้วแต่พิธีกรรมราชวัตรพร้อมฉัตรธงมักจะนำไปกั้นปริมณฑลในโรงพิธีและรอบ ศาลเพียงตาหรือศาลเกยอีกด้วยและมุมในราชวัตรมักจะวางบายศรีปากชามทั้ง 4 มุมและผลไม้ที่ยกเถายกเครือเช่นมะพร้าวทั้งทะลาย กล้วยทั้งเครือเป็นต้นทั้ง 4มุม
-อาสนะหรือบัลลังก์ที่ตั้งรูปเหมือนของครูและเทวดา ตลอดจนอาสนะของผู้ประกอบพิธี (พราหมณ์-โหรา) ตลอดจนประธานในงานพิธีนั้น ๆ
-ขันน้ำมนต์ ขันข้าวสาร ขันใส่ข้าวตอกดอกไม้ รวม 3 ใบ ใบพลูสวย ๆ 9 ใบ หมากสด 9 ลูก
-ด้ายสายสิญจน์ ผ้าขาว น้ำอบน้ำปรุง
-ธูปเทียน ผงไม้หอม เทียนชัย
-ผงขมิ้น น้ำดื่ม น้ำผึ้ง นมสดจืด (ฮินดูมักใช้)
-หมากพลู บุหรี่ เหล้า
-บายศรีต่าง ๆ ....
บายศรีสำหรับพิธีไหว้ครู
การไหว้ครูมักมีหลายรูปแบบเพราะครูก็มีหลายองค์ แต่ก็พอแบ่งได้ 2 แบบคือ
1.ไหว้ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการ แขนงต่าง ๆ เช่น ไหว้ครูนาฎศิลป์
ไหว้ครูข่าว ไหว้ครูโหร ฯลฯ
2.ไหว้ครูผู้ประสาทพร เช่นตำหนักทรง ไหว้ครูไสยศาสตร์ ฯลฯ
1.ไหว้ครูประสิทธิ์ประสาทวิชาการ
-บายศรีหลัก 5 ชั้น 2 หลักมักไม่นิยมใช้บายศรีหลัก 9 ชั้น เพราะเป็นของสูงใช้สำหรับ พระมหากษัตริย์
-บายศรีตอ 2 คู่
-บายศรีโตก หรือบายศรีบัลลังก์ 1 พาหนะ(สำหรับตั้งศาลครูที่เป็นประธาน)
-บายศรีพรหม 2 คู่
-บายศรีเทพ 2 คู่
-บายศรีปากชาม 6 คู่
-พานธูปเทียนแพ 2 ชุด
2.บายศรีไหว้ครูผู้ประสาทพระ
-บายศรีหลัก 9 ชั้น 1 หลัก
-บายศรีบัลลังก์ 3 พานขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับองค์เทพว่าประจำอยู่กี่องค์)
-บายศรีตอ 1 คู่
-บายศรีพรหม 2 คู่
-บายศรีปากชาม 10 คู่
-บายศรีขันธ์ครู (ตามจำนวนศิษย์)
-พานธูปเทียนแพ 2 ชุด
ความหมายและลักษณะของบายศรี
โดย ตั้งแต่โบราณกาลพิธีกรรมการบวงสรวงเทวาสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ บายศรีสำหรับไหว้บวงสรวงซึ่งบายศรีนั้นกำหนดอย่างตายตัวเลยว่าจะต้องใช้ ใบตองของกล้วยตานีเท่านั้น เพราะแต่เดิมมากล้วยตานีมักเป็นกล้วยที่มีจิตวิญญาณสิงสู่อยู่ซึ่งหญิงสาว เหล่านั้นความจริงเป็นนางฟ้าที่เกิดระหว่างแดนของเทวดาเกิดการแย่งชิงกันจน เกิดสงครามพระอินทร์จึงทรงตัดสินให้นางฟ้านั้นมาสิงสถิตอยู่ยังต้นกล้วยตานี และจะพ้นก็ต้องมีผู้นำใบกล้วยตานีมาประดิษฐ์เป็นของไหว้วอนแก่เทวาในพิธีบวง สรวงเท่านั้นจึงจะขึ้นสู่สวรรค์ได้
เพราะเหตุนี้คนโบราณจึงมักมีเรื่อง ว่าต้นกล้วยตานีมีผีสาวอยู่ แต่ความจริงเป็นนางฟ้าโดนสาปจึงไม่นิยมเอาใบกล้วยตานีไปกระทำการอย่างอื่น นอกจากทำบายศรีและเมื่อเก่าหรือเหี่ยวก็ห้ามนำไปทิ้งขยะและเผาไฟคงเอาแต่ไป ลอยน้ำหรือไว้โคนต้นไม้ใหญ่เท่านั้น
และเมื่อนำใบตองตานีมาประดิษฐ์ เป็นบายศรีแล้วก็มีความหมายแตกต่างกันไปดังนี้
บายศรี ปากชามนำใบตองมาม้วนนิ้วนาง 5 นิ้ว เป็นตัว 1 ตัว หมายถึงขันธ์ทั้ง 5อันประกอบด้วยรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน 1 ถ้วย มี 3 ตัวหมายถึงมีไว้บูชาบิดามารดาและครูบาอาจารย์ประกอบด้วยกรวยกลมแหลมยัดข้าว ปากหม้อเสียบด้วยยอดไข่ต้ม หมายถึง“ข้าวยอดไข่” หรือ “ไข่ลูกยอด”มีแตงกวาและกล้วยน้ำไทผ่าซีกประกบกันวางไว้ระหว่างตัวบายศรี 3 ด้านหมายถึงความสามัคคี กลมเกลียว มีใบตองตัดเป็นตัวเทวดาหรือแมงดา หมายถึงคนเราหากเคารพบิดามารดาครูบาอาจารย์ให้การอุปถัมภ์เลี้ยงดูท่านเทวดา ย่อมส่งทิพย์เนตรมาตรวจดู บายศรีปากชามจึงมีเพียง 5 นิ้วเท่านั้น
บายศรี เทพจะมีตัวบายศรีที่ตัวแม่ (ตัวใหญ่) 9 นิ้ว(ตัว)แต่ละนิ้วหมายถึงสวรรค์ที่อยู่ใกล้มนุษย์ 9 ชั้น และจะมีตัวลูก 5 นิ้วโดยความหมายเหมือนเดิม อย่างละ 3 ตัวด้านสลับกันไป ยอดเสียบด้วยดอกบัวและดาวเรือง อันหมายถึง การบูชาแล้วให้เจริญรุ่งเรือง
บายศรี พรหมจะมีตัวบายศรี 16 ตัว และจะมี 4ด้านอาจจะมีลูกก็ได้หรือไม่มีก็ได้ซึ่งตัวบายศรีและละนิ้วหมายถึงรูปพรหม 8ชั้น อรูปพรหม 8 ชั้น รวมเป็น 16 ชั้น ยอดใส่เหมือนเดิม
บายศรีบัลลังก์ หมายถึง ที่ประทับของเทพผู้เป็นประธานในงานพิธีนั้น ๆ อาจมีได้มากกว่า 1พาน ลักษณะคล้ายบายศรีสู่ขวัญทางภาคเหนือและอีสาน จะมีตัวบายศรีตั้งแต่5-7-9-12-16 ไม่จำกัด
บายศรีหลัก มักทำเป็นตัว 5 นิ้วบ้าง 3 นิ้วบ้าง 9นิ้วบ้าง 1 นิ้วบ้าง แล้วแต่สวยงาม หมายถึง ตัวผู้เป็นหลักให้บรรดาศิษย์(ได้อาศัย) เป็นแบบอย่างส่วนจะ 5 ชั้น 7 ชั้น 9 ชั้น นั้นขึ้นอยู่กับครู
บายศรีตอหมายถึง ผู้ที่อยู่ข้างเสาหลักป้องกันการล้มของหลัก เรียกง่าย ๆว่าเป็นพื้นฐานในหลักมีความสูงขึ้นไปโดยขึ้นไปโดยไม่โดนตัวเช่นเสาธงชาติจะ ต้องมีตอครอบขนาบมิให้ล้ม...
1.ไหว้ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการ แขนงต่าง ๆ เช่น ไหว้ครูนาฎศิลป์
2.ไหว้ครูผู้ประสาทพร เช่นตำหนักทรง ไหว้ครูไสยศาสตร์ ฯลฯ
1.ไหว้ครูประสิทธิ์ประสาทวิชาการ
-บายศรีหลัก 5 ชั้น 2 หลักมักไม่นิยมใช้บายศรีหลัก 9 ชั้น เพราะเป็นของสูงใช้สำหรับ พระมหากษัตริย์
-บายศรีตอ 2 คู่
-บายศรีโตก หรือบายศรีบัลลังก์ 1 พาหนะ(สำหรับตั้งศาลครูที่เป็นประธาน)
-บายศรีพรหม 2 คู่
-บายศรีเทพ 2 คู่
-บายศรีปากชาม 6 คู่
-พานธูปเทียนแพ 2 ชุด
2.บายศรีไหว้ครูผู้ประสาทพระ
-บายศรีหลัก 9 ชั้น 1 หลัก
-บายศรีบัลลังก์ 3 พานขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับองค์เทพว่าประจำอยู่กี่องค์)
-บายศรีตอ 1 คู่
-บายศรีพรหม 2 คู่
-บายศรีปากชาม 10 คู่
-บายศรีขันธ์ครู (ตามจำนวนศิษย์)
-พานธูปเทียนแพ 2 ชุด
ความหมายและลักษณะของบายศรี
โดย ตั้งแต่โบราณกาลพิธีกรรมการบวงสรวงเทวาสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ บายศรีสำหรับไหว้บวงสรวงซึ่งบายศรีนั้นกำหนดอย่างตายตัวเลยว่าจะต้องใช้ ใบตองของกล้วยตานีเท่านั้น เพราะแต่เดิมมากล้วยตานีมักเป็นกล้วยที่มีจิตวิญญาณสิงสู่อยู่ซึ่งหญิงสาว เหล่านั้นความจริงเป็นนางฟ้าที่เกิดระหว่างแดนของเทวดาเกิดการแย่งชิงกันจน เกิดสงครามพระอินทร์จึงทรงตัดสินให้นางฟ้านั้นมาสิงสถิตอยู่ยังต้นกล้วยตานี และจะพ้นก็ต้องมีผู้นำใบกล้วยตานีมาประดิษฐ์เป็นของไหว้วอนแก่เทวาในพิธีบวง สรวงเท่านั้นจึงจะขึ้นสู่สวรรค์ได้
เพราะเหตุนี้คนโบราณจึงมักมีเรื่อง ว่าต้นกล้วยตานีมีผีสาวอยู่ แต่ความจริงเป็นนางฟ้าโดนสาปจึงไม่นิยมเอาใบกล้วยตานีไปกระทำการอย่างอื่น นอกจากทำบายศรีและเมื่อเก่าหรือเหี่ยวก็ห้ามนำไปทิ้งขยะและเผาไฟคงเอาแต่ไป ลอยน้ำหรือไว้โคนต้นไม้ใหญ่เท่านั้น
และเมื่อนำใบตองตานีมาประดิษฐ์ เป็นบายศรีแล้วก็มีความหมายแตกต่างกันไปดังนี้
บายศรี ปากชามนำใบตองมาม้วนนิ้วนาง 5 นิ้ว เป็นตัว 1 ตัว หมายถึงขันธ์ทั้ง 5อันประกอบด้วยรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน 1 ถ้วย มี 3 ตัวหมายถึงมีไว้บูชาบิดามารดาและครูบาอาจารย์ประกอบด้วยกรวยกลมแหลมยัดข้าว ปากหม้อเสียบด้วยยอดไข่ต้ม หมายถึง“ข้าวยอดไข่” หรือ “ไข่ลูกยอด”มีแตงกวาและกล้วยน้ำไทผ่าซีกประกบกันวางไว้ระหว่างตัวบายศรี 3 ด้านหมายถึงความสามัคคี กลมเกลียว มีใบตองตัดเป็นตัวเทวดาหรือแมงดา หมายถึงคนเราหากเคารพบิดามารดาครูบาอาจารย์ให้การอุปถัมภ์เลี้ยงดูท่านเทวดา ย่อมส่งทิพย์เนตรมาตรวจดู บายศรีปากชามจึงมีเพียง 5 นิ้วเท่านั้น
บายศรี เทพจะมีตัวบายศรีที่ตัวแม่ (ตัวใหญ่) 9 นิ้ว(ตัว)แต่ละนิ้วหมายถึงสวรรค์ที่อยู่ใกล้มนุษย์ 9 ชั้น และจะมีตัวลูก 5 นิ้วโดยความหมายเหมือนเดิม อย่างละ 3 ตัวด้านสลับกันไป ยอดเสียบด้วยดอกบัวและดาวเรือง อันหมายถึง การบูชาแล้วให้เจริญรุ่งเรือง
บายศรี พรหมจะมีตัวบายศรี 16 ตัว และจะมี 4ด้านอาจจะมีลูกก็ได้หรือไม่มีก็ได้ซึ่งตัวบายศรีและละนิ้วหมายถึงรูปพรหม 8ชั้น อรูปพรหม 8 ชั้น รวมเป็น 16 ชั้น ยอดใส่เหมือนเดิม
บายศรีบัลลังก์ หมายถึง ที่ประทับของเทพผู้เป็นประธานในงานพิธีนั้น ๆ อาจมีได้มากกว่า 1พาน ลักษณะคล้ายบายศรีสู่ขวัญทางภาคเหนือและอีสาน จะมีตัวบายศรีตั้งแต่5-7-9-12-16 ไม่จำกัด
บายศรีหลัก มักทำเป็นตัว 5 นิ้วบ้าง 3 นิ้วบ้าง 9นิ้วบ้าง 1 นิ้วบ้าง แล้วแต่สวยงาม หมายถึง ตัวผู้เป็นหลักให้บรรดาศิษย์(ได้อาศัย) เป็นแบบอย่างส่วนจะ 5 ชั้น 7 ชั้น 9 ชั้น นั้นขึ้นอยู่กับครู
บายศรีตอหมายถึง ผู้ที่อยู่ข้างเสาหลักป้องกันการล้มของหลัก เรียกง่าย ๆว่าเป็นพื้นฐานในหลักมีความสูงขึ้นไปโดยขึ้นไปโดยไม่โดนตัวเช่นเสาธงชาติจะ ต้องมีตอครอบขนาบมิให้ล้ม...

บายศรีเทพ ใช้ในพระราชพิธีต่างๆ สำหรับบวงสรวง เทพ พรหม เทวาอารักษ์
ประกอบด้วยตัวบายศรี 9 ชั้น ทั้งหมด 8 ตัว ประดับพานด้วยดอกดาวเรือง กุหลาบและดอกรัก ยอดตัวบายศรีปักด้วยเม็ดโฟมและเข็มหมุด ห้อยอุบะดอกรัก ประดับยอดด้วยดอกดาวเรืองและดอกบัว
บายศรีพรหม ใช้ในงานพิธีใหญ่ สำหรับบวงสรวงเทพยาดา หรือองค์พรหม ประกอบด้วยตัวบายศรี 9 ชั้น 4 ตัว และตัว
บายศรี 16 ชั้น 4 ตัว ประดับด้วย ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ ดอกบานไม่รู้โรย ห้อยอุบะดอกรัก ยอดประดับด้วยดอกบัวและดอกดาวเรือง

บายศรีตอ ใช้ในงานพิธีบวงสรวงครูแขนงต่างๆ ประกอบด้วยตัวบายศรีตัวแม่ 9 ชั้น ตัวลูก 7 ชั้น ประดับพาน ด้วยดอกแอสเตอร์ ดาวเรือง กุหลาบ ยอดบายศรีปักด้วยเม็ดโฟมและเข็มหมุด ห้อยอุบะดอกรัก และประดับยอดด้วยดอกดาวเรืองและดอกบัวสัตตบงกต
บายศรีปรางค์สามยอด ใช้ในงานบวงสรวงสังเวย และงานพิธีมงคลต่างๆ ประกอบด้วยบายศรีตัวแม่ 7 ชั้น ตัวลูก 5 ชั้น เป็นบายศรีที่มียอด 3 ยอด พานประดับด้วยดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ ยอดกรวยบายศรีประดับด้วย ดอกบัว 3 ดอก ดอกดาวเรือง ดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย ห้อยอุบะดอกรัก
บายศรีพิฆเนศเป็นที่ใช้ในพิธีบวงสรวง พรหมครู เทพพรหมแขนงศิลปะต่างๆ ประกอบด้วยตัวบายศรีตัวแม่ 9 ชั้น ตัวลูก 7 ชั้น ยอดบายศรีประกอบด้วย ดอกดาวเรือง แอสเตอร์ ห้อยอุบะดอกรัก ปลายคู่อุบะติดดอกกุหลาบ ปักยอดด้วยดอกดาวเรือง และดอกบัว
บายศรีพรหม 2 หน้าใช้ในงานพิธีต่างๆ โดยเฉพาะพิธีใหญ่ๆ สำหรับเป็นเครื่องสังเวยบูชา ครูบาอาจารย์ ชั้นพรหมประกอบด้วยตัวบายศรี ตัวแม่ 32 ชั้น ตัวลูก 9 ชั้น รอบพานประกอบด้วยดอกแอสเตอร์ ดาวเรือง ห้อยอุบะดอกรัก ปักยอดด้วยดอกดาวเรือง และดอกบัวสัตตบงกช
บายศรีพานทรงพุ่ม 5 ยอดลายข้าวหลามตัดใช้ในโอกาสเฝ้าทูลเกล้าถวาย รับขวัญหรือพิธีมงคลต่างๆ ประกอบด้วยตัวบายศรีตัวแม่ 5 ชั้น ตัวลูก 3 ชั้น ตัวพุ่มประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยและดอกรัก เป็นรูปข้าวหลามตัด ปลายยอดปักด้วยดอกดาวเรืองและดอกบัว ห้อยอุบะดอกรักและกุหลาบ
บายศรีพานทรงพุ่ม 5 ยอดใช้ในพิธีใหญ่ๆ ประกอบด้วยตัวบายศรีตัวแม่ 5 ชั้น ตัวลูก 3 ชั้น ใช้ดอกบานไม่รู้โรยและดอกรักตกแต่งพุ่ม ประดับพานด้วยดอกดาวเรือง ยอดบายศรีปักด้วยโฟมและเข็มหมุด ห้อยอุบะดอกรัก ปลายยอดปักด้วยดอกดาวเรืองและดอกบัว
บายศรีปากชาม ใช้ในพิธีต่างๆ เช่น ทำขวัญเด็กเกิดใหม่ โกนผมไฟ การจุก การทำขวัญนาค สร้างบ้านทำขวัญเสาเอก ตั้งศาลพระภูมิประจำบ้าน และใช้ในงานไหว้ครู เป็นประจำทุกปีประกอบด้วยตัวบายศรีตัวแม่ 7 ชั้น ตัวลูก 5 ชั้น
บายศรีปากชาม 9 ยอดใช้ในงานพระราชพิธีใหญ่ๆ เพื่อสักการะบูชา ครูบาอาจารย์ บวงสรวงเทพยดา ประกอบด้วยบายศรีตัวแม่ 9 ชั้น รอบพาน ประดับด้วย ดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู้โรย ประดับยอดด้วยดอกดาวเรือง







